วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

ประวัติสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

ประวัติสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด


สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 


ย้อนกลับไปกว่าหนึ่งศตวรรษที่แล้ว "แทร็ฟฟอร์ด ปาร์ค" ซึ่งตอนนั้น มีสถานะเป็นเพียงผืนแผ่นดินว่างเปล่าบนนิคมอุตสาหกรรม แทร็ฟฟอร์ด พาร์ค ถูกซื้อด้วยเงินจำนวน 60,000 ปอนด์ และนำมาเนรมิตให้กลายบ้านแห่งใหม่ของสโมสร สนาม "โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด" ที่ทุกวันนี้ได้แปรสภาพเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลชั้นดีที่สุดในโลกของเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ มีความจุผู้ชมได้ สูงถึงกว่า 80,000 คน และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของ "โรงละครแห่งความฝัน" หรือ "Theatre of Dream"
เมื่อครั้งที่สมัยยอดทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังใช้ชื่อเดิมว่า "นิวตัน ฮีธ" พวกเขายังเป็นเพียงสโมสรฟุตบอลเล็กๆ ทีมหนึ่ง ซึ่งได้เข้าร่วมแข่งขัน ฟุตบอลลีกในปี 1892 และมีสนามเหย้าที่เข้าขั้นแย่ที่สุดอย่าง "นอร์ท โร้ด" ในมอนซอลล์ ซึ่งสนามมีสภาพราวกับปลักโคลน และห้องแต่งตัวก็อยู่ห่างไกลออกไปกว่าครึ่งไมล์ที่ผับ ทรีคราวน์ส
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้ย้ายสนามจาก "นอร์ท โร้ด" มาสู่ "แบงค์ สตรีท" นั้น แต่ทั้งสองสนามก็มีสภาพไม่แตกต่างกันมากนัก และก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันว่าพื้นสนามนั้นย่ำแย่มากเช่นเดิม ด้วยเหตุนี้ ประธานสโมสร จอห์น เดวี่ส์ จึงได้ตัดสินใจย้ายห่างจากตัวเมืองไปอีก 5-6 ไมล์ ที่นั่นคือ "แทร็ฟฟอร์ด พาร์ค" ย่านชานเมือง แมนเชสเตอร์
"โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด" เริ่มออกมาให้ได้ยินกันเป็นครั้งแรกในระหว่างฤดูกาล 1909/10 โดยพื้นที่ซึ่งใช้ในการสร้างสนามนั้นซื้อโดยบริษัทแมนเชสเตอร์ บริวเวอรี่ (จอห์น เฮนรี่ เดวี่ส์) และให้สโมสรเช่าต่ออีกที เดวี่ส์เองเป็นคนจ่ายเงินค่าก่อสร้างด้วยเงินจำนวน 60,000 ปอนด์ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1908 ภายใต้การควบคุมของอาร์ชิบัลด์ ลีทช์ สถาปนิกชื่อดัง เมื่อย่างเข้าปี 1910 สโมสรก็ขนย้ายข้าวของจากสนามเดิมที่แบงค์สตรีทเข้ามาปักหลักที่นี่แทน และเนรมิตให้กลายบ้านแห่งใหม่ของสโมสร สนาม "โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด" มีความ จุผู้ชมได้สูงถึง 80,000 คน 

ปัจจุบัน
แม้จะครองสถิติเป็นสนามที่มีความจุใหญ่ที่สุดบนเกาะอังกฤษในปัจจุบัน แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังมี แผนการขยายความจุผู้ชมของสนาม "โอล์ด แทรฟฟอร์ด" ในอนาคตให้เป็น 90,000 ที่นั่ง ที่มุมสนามทั้ง 2 มุม ของอัฒจันทร์ฝั่ง นอร์ท สแตนด์ ต่อกันกับ สเตรตฟอร์ด เอนด์ และ อีสต์ สแตนด์ โดยที่อัฒจันทร์ฝั่ง เซาธ์ สแตนด์ แต่การขยายความจุนั้นต้องถือว่าเป็นไปได้ยากเพราะอยู่ใกล้กับทางรถไฟ ซึ่งเคยมีผู้เสนอให้ขยายโดยสร้างอัฒจันทร์ชั้นที่ 3 คร่อมทางรถไฟ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมสมัยใหม่และมีค่าใช่จ่ายที่สูงมากอย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนแฟนบอลที่เพิ่มขึ้นมากมายจากทั่วทุกมุมโลกที่ต่างปรารถนาจะมาชมเกมการแข่งขัน ณ โรงละครแห่งความฝัน ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นรูปลักษณ์ใหม่ของ "โอล์ด แทร็ฟฟอร์ด" ในอนาคต ที่อาจเป็นสนามฟุตบอลแห่งแรกในโลกที่มีอัฒจันทร์คร่อมรางรถไฟก็เป็นได้

รูปตำนานนักเตะ

รูปตำนานนักเตะ











ทำเนียบผู้จัดการทีม


เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน,Sir Alexander “Alex” Chapman Ferguson

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสหราช อาณาจักร โดยคว้าแชมป์มาครองได้เกือบ 40 รายการ รวมถึงพรีเมียร์ ลีก 13 สมัยด้วย ตลอดช่วงการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของเขา

เกียรติประวัติ
ผู้จัดการทีม

เซนต์มิร์เริน

    สก็อตติช เฟิร์ส ดิวิชั่น (1): 1976–77

อาเบอร์ดีน

    สก็อตติช พรีเมียร์ ดิวิชั่น (3): 1979–80, 1983–84, 1984–85
    สก็อตติช คัพ (4): 1981–82, 1982–83, 1983–84, 1985–86
    สก็อตติช ลีก คัพ (1): 1985–86
    ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ (1): 1982–83
    ยูฟ่าซูเปอร์คัพ (1): 1983

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

    พรีเมียร์ลีก (13): 1992–93, 1993–94, 1995–96, 1996–97, 1998–99, 1999–2000, 2000–01, 2002–03, 2006–07, 2007–08, 2008–09, 2010–11, 2012–13
    เอฟเอคัพ (5): 1989–90, 1993–94, 1995–96, 1998–99, 2003–04
    ลีกคัพ (4): 1991–92, 2005–06, 2008–09, 2009–10
    เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ (10): 1990, 1993, 1994, 1996, 1997, 2003, 2007, 2008, 2010, 2011
    ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (2): 1998–99, 2007–08
    ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ (1): 1990–91
    ยูฟ่าซูเปอร์คัพ (1): 1991
    ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ (1): 1999
    ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก (1): 2008


รอน แอตกินสัน,Ronald Frederick Atkinson


เดวิด มอยส์,David William Moyes

ในซีซั่น 2013-2014 กราฟชีวิตของมอยส์ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประกาศวางมือจากการเป็นผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ส่งผลให้บอร์ดบริหาร "ปิศาจแดง" เห็นด้วยกับคำแนะนำของ เซอร์ อเล็กซ์ ด้วยการแต่งตั้ง เดวิด มอยส์ เข้ามาทำหน้าที่แทน มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม พร้อมกับสัญญาระยะเวลา 6 ปี


มอยส์ถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อวัน อังคารที่ 22 เมษายน 2014 หลังจากทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ในฤดูกาลนี้


หลุยส์ ฟาน กัล,อลอยซิอุส เพาลุส มาเรีย ฟาน กัล
หลุยส์ ฟาน กัล เข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยฟอร์มอันโด่ดเด่น โดยเขาเริ่มแจ้งเกิดกับการคุมทีมในประเทศเนเธอร์แลนด์ และต่อมาเขาก็ก้าวไปประสบความสำเร็จกับสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก

        ในฐานะผู้จัดการทีม เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกถึง 3 ประเทศที่แตกต่างกัน โดยการพาสโมสอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในยุคที่มีนักเตะดาวรุ่งอยู่กว่าครึ่งทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกและแชมป์ยูฟ่า คัพ และกุนซือวัย 62 ปีรายนี้ยังพาทีมชาติฮอลแลนด์ไปลุยศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลด้วย ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เขาพาทัพอัศวินสีส้มไปดวลเกือกในฟุตบอลระดับโลกรายการนี้

ฟาน กัล รับหน้าที่ผู้จัดการทีมชาติฮอลแลนด์ควบคู่ไปกับตำแหน่งจอมวางหมากของยักษ์ใหญ่แห่งกาตาลัน หลังจากนั้นเขาใช้เวลาสักระยะหนึ่งกับ อาแจ๊กซ์ ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค ก่อนที่เขา 
จะกลับมากุมบังเหียนที่อาแซด อัลค์มาร์ และพาอาแซดได้แชมป์ลีกสูงสุดของฮอลแลนด์อีกครั้งในปี 2009
          ด้วยความสำเร็จเหลือคณานับของฟาน กัล ทำให้บาเยิร์น มิวนิค สโมสรชื่อดังจากศึกบุนเดสลีก้าเลือกเซ็นสัญญากับเขา และเขาก็ไม่ทำให้แฟนๆ"เสือใต้" ผิดหวังด้วยการพาทีมจบอันดับ 1 ของตารางลูกหนัง 
เยอรมัน ถือเป็นผู้จัดการทีมชาวฮอลแลนด์คนแรกที่ทำทีมได้แชมป์ในบุนเดสลีก้าในซีซั่นแรกที่เขาคุมทีม สิ่งนี้เองที่แฟนๆ"ผีแดง"หวังว่าเขาจะนำความสำเร็จมาสู่ทัพ "ปีศาจแดง" เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำที่ 
บาเยิร์น มิวนิค
          นัดชิงแชมป์เปี้ยนลีกครั้งที่สองของ ฟาน กัล จบลงหลังพ่ายให้กับ อินเตอร์ มิลาน ในปี 2010 ซึ่งในขณะนั้นมูริญโญ่ อดีตผู้ช่วยของเขาเป็นผู้จัดการทีม ต่อมาเขาลาออกจากทัพ"เสือใต้" โดยมีเป้าหมายใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมคือการนำทัพ"อัศวินสีส้ม"คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014
          และเรื่องก็มาถึงจุดไคลแม็กซ์เมื่อโค้ช "ฮอลแลนด์" ประกาศว่าจะเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 และแต่งตั้ง ไรอัน กิ๊กส์ ตำนานดาวเตะของทัพ "ผีแดง" ให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม ขณะที่ฟรานส์ ฮุก โค้ชผู้รักษาประตู กับ มาร์แซล เบาท์ สเกาท์ประจำทีม ยังคงในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต่อไป
          ฟาน กัล ให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวว่า "ผมฝันมาโดยตลอดว่าจะได้มาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มาคุมทัพ"ปีศาจแดง"มันทำให้ผมภูมิใจมากๆๆๆ สำหรับผมแมนเชส เตอร์ ยูไนเต็ดถือเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ผมเคยสัมผัสกับบรรยากาศที่โอลด์แท๊ฟฟอร์ดมาก่อนจึงรู้ว่าสโมรสรแห่งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน อีกทั้งแฟนๆ"เรด เดวิลส์"ทำให้ผมหลงไหลสโมสรแห่งนี้ แมนฯยู เป็นสโมสรที่มีความทะเยอทะยานสูงมาก และผมก็เป็นผู้จัดการทีมที่มีความทะเยอทะยานสูงมากเช่นเดียวกัน สองสิ่งนี้ ทำให้ผมมั่นใจได้ว่าพวกเราจะกลับมาสร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง"